เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ และในฐานะหัวหน้าโครงการธนาคารปูม้าฯ ร่วมเสวนา หัวข้อ “ความสำเร็จและความภาคภูมิใจของการทำธนาคารปูม้า” ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 (Thailand Research Expo 2024)” ณ เวที Highlight Stage ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ร่วมกับนักวิจัยเครือข่ายประกอบด้วย นายเจริญ โต๊ะอิแต ประธานศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าละประมงชายฝั่งบ้านในถุ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายเกษม หมานหรา วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านสุไหงบาตู จังหวัดตรัง รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ มูลนิธิร่วมมือทางเศรษกิจไทย-แคนาดา และรองศาสตราจารย์ ดร.ประพันธ์ศักดิ์ ศีรษะภูมิ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในหัวข้อ “ความสำเร็จและความภาคภูมิใจของการทำธนาคารปูม้า” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำธนาคารปูม้า ความภาคภูมิใจ ตลอดจนแนวทางขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จของการทำธนาคารปูม้า ในงาน”มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 (Thailand Research Expo 2024)” ภายใต้เเนวคิด “สานพลังวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
โดยความสำเร็จของการทำธนาคารปูม้าสู่ความยั่งยืน ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าโครงการสามารถยกระดับและแก้ปัญหาของชุมชนชายฝั่ง และชาวประมงโดยใช้ธนาคารปูม้าเป็นเครื่องมือทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านนโยบาย จากก่อนดำเนินโครงการธนาคารปูม้าชาวประมงจับปูม้าได้เฉลี่ยวันละ 5 กิโลกรัมต่อลำต่อวัน หลังจากดำเนินโครงการธนาคารปูม้าพบว่าผลจับปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 10-15 กิโลกรัมต่อลำต่อวัน จากอดีตที่ชาวประมงใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงแบบสำนวนที่ว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เนื่องจากทรัพยากรประมงเป็นแบบสาธารณสมบัติ (common property) ชาวประมงจึงจับสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุด การถ่ายทอดองค์ความรู้สร้างความเข้าใจในการทำการประมงควบคู่กับดูแลรักษาทรัพยากรประมงผ่านโครงการธนาคารปูม้า ทำให้ชาวประมงมีความตระหนักและทำการประมงอย่างรับผิดชอบมากขึ้น มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรภายใต้กรอบวิชาการมากขึ้น เกิดการรวมกลุ่ม ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด โดยมีองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นที่ปรึกษา นอกจากนี้พื้นที่โรงเรือนซึ่งเป็นที่ตั้งธนาคารปูม้ายังสามารถใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะให้ผู้คนมานั่งพบปะพูดคุย จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ สร้างความสามัคคีของชุมชน จากการที่การดำเนินกิจกรรมธนาคารปูม้าสามารถเพิ่มจำนวนปูม้าในธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นช่องทางในการสร้างสัมมาชีพใหม่ของชุมชนที่ต่อเนื่องกับปูม้า ลดภาวะการว่างงาน ลดปัญหาชุมชน เพราะคนมีงานทำมากขึ้นเกิดอาชีพต่อเนื่อง เช่น งานรับจ้างแกะปูม้า งานแปรรูปอาหารทะเล งานที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การจัดตั้งกลุ่มแม่บ้าน ผลสำเร็จของโครงการธนาคารปูม้าสามารถผลักดันชุมชนที่ดำเนินโครงการธนาคารปูม้าในหลายพื้นที่ได้รับรางวัลชุมชนต้นแบบจากหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งโครงการธนาคารปูม้าที่ดำเนินการได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และนำมาสู่ต้นแบบโครงการที่ใช้เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทั้งระดับต้นน้ำในการเพิ่มผลผลิตปูม้าในธรรมชาติ ในระดับกลางน้ำในเรื่องการแปรรูปอาหาร สร้างเมนูอาหารอัตลักษณ์ต่าง ๆ การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวิถี และระดับปลายน้ำในการสร้างช่องทางการตลาดทั้งแบบหน้าร้าน และร้านอาหารชุมชน เชื่อมโยงกับร้านอาหารภัตตาคารในพื้นที่ โรงแรม และการสร้างช่องทางขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โครงการธนาคารปูม้าจึงเป็นต้นแบบโครงการที่ยกระดับสินค้าทางการเกษตรและถูกหยิบยกไปเพื่อประยุกต์ใช้กับสินค้าทางการประมงและการเกษตรอื่น ๆ
โครงการธนาคารปูม้าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหาหรือยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อตอบโจทย์การบริโภคที่ยั่งยืนตามแนวทาง SDG 2 (zero hunger) รวมทั้งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง SDG 14 (life below water) และมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน และส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งนับเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของการทำธนาคารปูม้าอย่างยั่งยืน